mormon.org ทั่วโลก
ผู้คนของเรา
ค่านิยมของเรา
ความเชื่อของเรา
เยี่ยมชมเรา
FAQ
.

ลองนึกถึงการท้าทายในครอบครัวของท่านที่หลักธรรมพระกิตติคุณช่วยให้เอาชนะได้ไหม

  • เมื่ออายุ 17 ปี ดิฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิต ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ดิฉันครุ่นคิดว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรหากไม่มีการท้าทายนี้ บางครั้งดิฉันรู้สึกท้อแท้กับโอกาสที่พลาดไปและเป้าหมายในชีวิตที่ทำไม่สำเร็จ แต่ดิฉันก็นึกถึงพระผู้เป็นเจ้าและจุดประสงค์ที่แท้จริงของดิฉันบนโลกนี้ด้วยเช่นกัน ดิฉันเชื่อว่าจุดประสงค์หลักของดิฉันบนแผ่นดินโลกคือมารับร่างกายและเติบโตทางวิญญาณ ถึงแม้ว่าโรคนี้จะปิดกั้นไม่ให้ดิฉันทำและเป็นในสิ่งที่ต้องการ แต่มันช่วยให้ดิฉันเติบโตทางวิญญาณ ดิฉันรู้ว่าพระผู้เป็นเจ้าประทานปัญหาเพื่อให้เราเป็นคนดีขึ้น ดิฉันขอบพระทัยสำหรับโอกาสที่ได้เติบโตในแบบที่ดิฉันไม่สามารถทำได้โดยปราศจากศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า แสดงเพิ่มเติม

  • ดิฉันแต่งงานกับชายผู้น่าทึ่งที่ดิฉันรักมากมา 16 ปีแล้ว เรามีลูกจอมซนห้าคนที่เราชอบเล่นด้วย คนโตเป็นผู้หญิงตามด้วยเด็กผู้ชายที่แสนวุ่นวายสี่คน เราทำอะไรสนุกๆ ด้วยกันมากมายและปกติแล้วเราชอบมีเวลาอยู่ด้วยกัน วันที่ 1 มกราคม ปี 2008 ช่วงที่เรากำลังเที่ยวพักผ่อน รัสเซลล์ลูกชายวัยสี่ขวบของเราเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนเลื่อนหิมะ เรางงงัน ตกใจสุดขีด อยู่ในภาวะเกินกว่าจะเชื่อหรือรู้สึกอะไรได้ นาทีหนึ่งเรากำลังวางแผนกลับบ้านแต่อีกนาทีต่อมาเราพยายามคิดหาวิธีจัดงานศพ ขณะดิฉันกับเคิร์กสามีอยู่ในห้องฉุกเฉินเพื่อบอกลาลูกชาย เรารู้สึกถึงการปลอบประโลมจากพระบิดาบนสวรรค์ แม้ว่าเราจะท่วมท้นด้วยความโศกเศร้า แต่เราทั้งคู่ก็รู้สึกถึงการยืนยันที่แรงกล้าว่านี่เป็นส่วนหนึ่งในแผนของพระบิดาบนสวรรค์สำหรับครอบครัวของเรา เป็นเรื่องยากที่จะบรรยายความเจ็บปวดอย่างมากที่เราประสบขณะที่ยังคงรู้สึกมั่นใจในความรักที่พระบิดาบนสวรรค์ทรงมีต่อเรา เรารู้สึกได้ถึงความใส่ใจและความห่วงใยต่อความรู้สึกอันบอบบางของเรา ประหนึ่งว่าพระองค์ทรงกอดเราไว้ในอ้อมพระพาหุแล้วทรงกันแสงกับเรา นับเป็นช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเราเมื่อเราปล่อยวางเรื่องลูกชายตัวน้อยและวางเขาไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง ดิฉันมีช่วงเวลาที่ดีบ้างไม่ดีบ้างคละเคล้ากันไปนับแต่วันนั้น จริงๆ แล้วส่วนใหญ่เป็นช่วงเวลาไม่ดีมากกว่า การมีชีวิตอยู่กับการสูญเสียเช่นนี้เป็นเรื่องยากอย่างที่สุด ดิฉันมีปัญหากับโรคซึมเศร้าที่ดิฉันไม่เคยเป็นมาก่อน หลายวันที่ดิฉันไม่อยากลุกจากเตียง หลายวันที่ดิฉันยอมแพ้และนอนซมไม่ลุกไปไหน แม้ว่าดิฉันจะซาบซึ้งใจที่คุณหมอหลายท่านรักษาลูกชายอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยในความพยายามอันสูญเปล่าที่จะรักษาชีวิตเขาไว้ แต่การที่ต้องมองดูลูกชายจากไปทำให้ดิฉันทุกข์ทรมานกับโรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง ตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก วิตกกังวลมากขึ้น นอนไม่ค่อยหลับ และไม่สามารถจัดการกับชีวิตได้ การเป็นแม่ที่ดีของลูกๆ เป็นเรื่องยาก แต่ดิฉันก็ทำสุดความสามารถ ในช่วงปีแรกอันเลวร้าย ดิฉันใช้เวลาส่วนมากไปกับการสนทนาอย่างเปิดใจกับพระบิดาบนสวรรค์ บางครั้งดิฉันให้พระองค์ทรงทราบว่าดิฉันโกรธพระองค์มากเพียงไร แต่ดิฉันประหลาดใจมากที่ยังคงรู้สึกถึงความรักอันแรงกล้าที่ทรงมีต่อดิฉัน ดิฉันทูลพระองค์ว่าดิฉันโศกเศร้าและเดียวดายเพราะรัสเซลล์มากเพียงใด ดิฉันทูลพระบิดาบนสวรรค์ว่าดิฉันเจ็บปวดแค่ไหน และยากเหลือเกินที่ดิฉันจะยิ้ม จากนั้นก็นิ่งฟัง ดิฉันประหลาดใจในความใส่พระทัยและความห่วงใยที่ดิฉันสัมผัสได้จากพระองค์ ดิฉันเข้าใจมากขึ้นถึงความเจ็บปวดที่พระผู้ช่วยให้รอดต้องทรงประสบในสวนเกทเสมนี ดิฉันเข้าใจดีแม้จะเพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อยที่สุดว่าพระบิดาบนสวรรค์ต้องทรงกันแสงเมื่อทรงเห็นพระบุตรสิ้นพระชนม์บนกางเขน จากนั้นดิฉันรู้สึกท่วมท้นด้วยความรักที่พระบิดาบนสวรรค์และพระผู้ช่วยให้รอดพระเยซูคริสต์ต้องทรงมีต่อเราทุกคน จึงทรงยอมผ่านความเจ็บปวดทรมานอันแสนสาหัสเพื่อเปิดทางให้เรากลับไปอยู่กับพระองค์ พระคัมภีร์ดูราวกับมีชีวิตขึ้นมาสำหรับดิฉัน ข้อมูลใหม่จากเรื่องราวอันเป็นที่รู้จักดีกระโดดจากหน้ากระดาษเข้ามาสู่ใจดิฉัน ข้อคิดที่ดิฉันไม่เคยนึกถึงมาก่อนเข้ามาสู่สมองและสอนถึงเรื่องสำคัญต่างๆ ในอิสยาห์ 61:1 พระเจ้าทรงสัญญาว่าพระองค์จะเสด็จมาเพื่อ “ปลอบโยนคนชอกช้ำใจ” และในอิสยาห์ 61:3 พระองค์ทรงสัญญากับเราที่จะ “ให้มงกุฎแทนขี้เถ้า” และ “ความยินดีแทนการไว้ทุกข์” โดยผ่านพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์และสัมพันธภาพของดิฉันกับพระบิดาบนสวรรค์ ดิฉันได้รับการปลอบโยน ได้รับมงกุฎนั้น และดิฉันเริ่มรู้สึกถึงความยินดีนั้น แสดงเพิ่มเติม

  • มีอุปสรรคและการท้าทายอยู่เสมอในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้ รวมทั้งในครอบครัวที่มีความรักและความผูกพันกัน เมื่อได้รู้จักกับพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ทำให้เราเข้าใจถึงปัญหาและการท้าทายที่เกิดขึ้น มีอิทธิพลอยู่สองอย่างที่เราต้องเผชิญในช่วงในความเป็นมนุษย์เวลานี้ อิทธิพลหนึ่งชักจูงให้ทำสิ่งที่ดี, ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน, ให้อภัยกัน, คิดดีต่อกัน, อดทนต่อกันโดยหวังว่าจะสามารถกลับมาเป็นมิตรที่ดีต่อกัน... อีกอิทธิพลหนึ่งชักจูงให้ทำสิ่งที่ตรงกันข้าม ทั้งสองอิทธิพลมีแหล่งที่มา แน่นอนว่าอิทธิพลอย่างแรกมาจากพระผู้เป็นเจ้า อีกอิทธิพลหนึ่งมาจากซาตาน อุปสรรคบางอย่างอาจนำเรื่องของเงินหรือปัจจัยที่คิดว่าจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตมาเป็นส่วนประกอบ บางครั้งอาจมองไปถึงเพื่อความรู้สึกมั่นใจในวันข้างหน้าว่าจะไม่ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ ความคิดเหล่านี้เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อหลาย ๆ ครอบครัวที่มีรายได้น้อย...ผมรู้ว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งปวงรู้ปัญหาที่มนุษย์เผชิญอยู่ พระองค์ทรงมีวิถีทางที่จะช่วยจิตวิญญาณลูก ๆ ของพระองค์ มีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะรู้สึกมั่นใจ และวางใจได้อย่างแท้จริงคือการดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณของพระองค์ ส่วนสิบเป็นพระบัญญัติหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้เมื่อเรารักษาพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า เราจะรู้สึกมั่นใจและสามารถวางใจในพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์สำหรับการท้าทายที่เราเผชิญอยู่ และมั่นใจแน่นอนจากคำสัญญาของพระองค์ ความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในครอบครัว จะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวไม่รู้สึกกังวลต่อการท้าทายที่เผชิญอยู่ แสดงเพิ่มเติม

  • การเป็นแม่ของลูกชายเล็กๆ ที่เกิดมาสมองพิการ ทำให้ดิฉันมีเรื่องท้าทายมากมาย ลูกชายของเราไม่มีพัฒนาการเหมือนเด็กคนอื่นหรือไม่เป็นไปตามเกณฑ์ เขาออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ ไม่ได้ บางครั้งก็ยากลำบากในการสื่อสาร และอาจหงุดหงิดได้ ตั้งแต่เราแข็งขันในศาสนจักรแอลดีเอสในท้องที่ของเรา ลูกชายคนเล็กของดิฉันมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขามีเพื่อนนอกโรงเรียนที่รักและเอาใจใส่เขา เด็กๆ ที่โบสถ์ใจดี ช่วยเหลือ และสนับสนุนอย่างมากจนดิฉันสามารถเฝ้าดูลูกชายออกไปเที่ยวกับเพื่อนใหม่ของเขาได้ในกิจกรรมพบปะสังสรรค์ของโบสถ์ ลูกชายดิฉันไม่สามารถรับผิดชอบสิ่งที่เขาเลือกได้ และดิฉันเรียนรู้ว่าเพราะเขาไม่สามารถรับผิดชอบได้ การเสียสละที่พระเยซูคริสต์ทรงทำเพื่อเขาจึงหมายความว่าเขาไม่ต้องรับบัพติศมา เขาเป็นบุตรชายที่พิเศษมากของพระบิดาในสวรรค์ และดิฉันรู้สึกได้รับสิทธิพิเศษมากที่พระองค์ทรงวางใจให้ดิฉันดูแลวิญญาณน้อยๆ ที่น่าอัศจรรย์นี้ ดิฉันสำนึกคุณต่อความรู้ดังกล่าว ลูกชายดิฉันรักศาสนจักร เขารักผู้คนที่นั่น เขารักการร้องเพลงกับเด็กคนอื่นๆ และครอบครัวเราได้รับพรมากมายเพราะเราดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ลูกชายดิฉันอ่านหนังสือไม่ออกจนกระทั่งเราเริ่มศึกษาพระคัมภีร์ด้วยกันเป็นครอบครัวทุกวัน โดยการอ่านคำซ้ำๆ และอ่านไปพร้อมๆ กัน ทำให้เขาเริ่มอ่านด้วยตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ นี่เป็นก้าวสำคัญของเขา เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับดิฉันผู้เป็นแม่ และเป็นตัวอย่างหนึ่งของพรหลายประการที่เราได้รับจากการดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณ การวางแผนล่วงหน้าเคยเป็นเรื่องยากลำบาก เราสงสัยว่าลูกชายของเราจะรับมือกับโลกนี้อย่างไร และสงสัยว่าจะช่วยให้เขาพบที่ของเขาในโลกนี้อย่างไร ปัจจุบันเรามีเครือข่ายความช่วยเหลือที่น่าเหลือเชื่อ ลูกชายดิฉันมีกลุ่มเพื่อนเป็นครั้งแรกในชีวิต และเขากำลังเรียนรู้และก้าวหน้าตลอดเวลา แสดงเพิ่มเติม

ไม่พบผลการค้นหา