mormon.org ทั่วโลก
ผู้คนของเรา
ค่านิยมของเรา
ความเชื่อของเรา
เยี่ยมชมเรา
FAQ
.

สวัสดี ฉัน Rose Yvette

  • Rose Yvette
  • Rose Yvette
  • Rose Yvette
  • Rose Yvette
  • Rose Yvette
  • Rose Yvette
  • Rose Yvette
  • Rose Yvette

เกี่ยวกับฉัน

ดิฉันเป็นศิลปินโดยอาชีพ เป็นจิตรกร เป็นช่างพิมพ์ทำงานในสตูดิโอที่บ้านในรัฐเวอร์จิเนีย ดิฉันวาดรูปคนเป็นส่วนใหญ่ ดิฉันจบการศึกษาเมื่อปี 1990 สาขาศิลปกรรมศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะ ดิฉันสอนศิลปะที่สตูดิโอของดิฉันด้วย หลักๆ แล้วดิฉันเป็นภรรยาและแม่ของลูกที่น่ารัก 4 คน อายุตั้งแต่ 19 ปี ลงมาจน 9 ขวบ การรักษาสมดุลระหว่างครอบครัวและชีวิตในส่วนของความคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการต่อเนื่อง และเป็นส่วนที่ดิฉันขอการนำทางจากพระเจ้าอยู่ตลอดเวลาให้ช่วยจัดการชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายของเรา และคอยอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งสำคัญที่สุดซึ่งก็คือความผาสุกทางร่ายกายและอารมณ์ในครอบครัวดิฉัน ไม่ว่าดิฉันจะประสบความสำเร็จมากเพียงใดในวิชาชีพ แต่พระพรยิ่งใหญ่ที่สุดของดิฉันมาจากสัมพันธภาพอันมีค่าภายในครอบครัว การเป็นแม่เป็นสิ่งท้าทายที่สุดเท่าที่ดิฉันเคยทำมาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็เป็นรางวัลที่คุ้มค่าที่สุดในหลาย ๆ ด้านและทำให้ดิฉันมีตัวตนจริง ๆ นอกจากนี้การเป็นแม่ยังมอบความเป็นศิลปินในระดับที่ดิฉันไม่เคยคาดหวังมาก่อน เพราะเดี๋ยวนี้ดิฉันจะวาดรูปโดยได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ความเป็นสตรีและความเป็นแม่

เหตุใดฉันจึงเป็นมอรมอน

ดิฉันเข้าร่วมศาสนจักรเมื่ออายุ 19 ปี หลังจากที่รู้จักศาสนจักรมาเกือบทั้งชีวิตเนื่องจากเติบโตมาโดยมีเพื่อนบ้าน & ครอบครัวเพื่อนสนิทเป็นมอรมอน ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ดิฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ที่บ้านของพวกเขาและรู้สึกถึงวิญญาณพิเศษมากที่นั่น และดิฉันยังรู้สึกได้ถึงวิญญาณเดียวกันนั้นเสมอ ๆ ในการปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัวของพวกเขา เมื่อร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของศาสนจักร และพบกับสมาชิกศาสนจักรคนอื่น ๆ อีกมากมาย พวกเขาเปล่งประกายบางสิ่งบางอย่างที่ดิฉันต้องการ ดิฉันอยากได้เคล็ดลับความสุขนั้น แต่เนื่องจากยังเป็นเด็ก ดิฉันจึงไม่ได้นำเรื่องเหล่านี้มาใส่ใจนัก จนกระทั่งดิฉันเป็นผู้ใหญ่อายุ 18 ปี ช่วงระหว่างปี 1 และปี 2 ในมหาวิทยาลัย อยู่ดี ๆ สิ่งเหล่านี้เกิดมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อดิฉัน โดยที่ไม่พอใจกับความตื้นเขินไร้ความหมายในโลกที่เต็มไปด้วยความคิดเห็นและการแสวงหาต่าง ๆ มากมายขณะที่หยุดเรียนไปหนึ่งปี ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าชีวิตต้องมีอะไรมากกว่าการอยู่ไปวัน ๆ ดิฉันรู้ว่าดิฉันต้องค้นหาพระผู้เป็นเจ้า ดิฉันอยากรู้ว่าศาสนจักรที่แท้จริงเป็นอย่างไร ดิฉันจึงค้นคว้าศาสนามากมายเนื่องจากไม่ได้เกิดมาเป็นสมาชิกแข็งขันที่ใดเลย ณ จุดนั้นเพื่อนสนิทของดิฉันได้ส่งผู้สอนศาสนามาที่บ้าน ซึ่งหากเกิดในชีวิตก่อนหน้านี้ดิฉันคงรู้สึกรำคาญไปแล้ว แต่ตอนนั้นดิฉันอยู่ในจุดที่กำลังค้นหาคำตอบอย่างจริงจัง ดิฉันอยากรู้ด้วยตัวเอง ข่าวสารจากผู้สอนศาสนาเกี่ยวกับแผนแห่งความสุขของพระบิดาบนสวรรค์ดังก้องอยู่ในตัวดิฉันราวกับว่าดิฉันเคยรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน แต่จำเป็นต้องได้ยิน ทุกอย่างฟังดูคุ้นหู ดิฉันรู้ว่าดิฉันต้องการสิ่งที่เป็นแก่นสารแท้จริง มิใช่ความสุขชั่วครู่ยามทางโลก ดิฉันต้องการความสุขที่แท้จริง การได้ยินว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงมีแผนแห่งความสุขฟังดูเป็นเรื่องจริงต่อดิฉัน การได้รับรู้ว่าพระบิดาบนสวรรค์ทรงเปี่ยมด้วยความรักและดิฉันเป็นลูกของพระองค์ ว่าพระองค์ทรงส่งพระบุตรของพระองค์พระเยซูคริสต์ลงมาชดใช้และฟื้นคืนพระชมม์เพื่อเราเพราะพระองค์ทรงรักเรานั้นเหมือนดั่งทองคำล้ำค่า และด้วยเหตุผลบางอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมีความหมายจนถึงช่วงเวลานี้ของชีวิต ดิฉันเคยรู้เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าและพระเยซูคริสต์มาบ้างตอนเป็นเด็ก แต่ดิฉันไม่ได้รู้จักพระองค์ การที่รู้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับความเชื่อหรือศาสนาตอนเป็นเด็ก แล้วจู่ ๆ ได้รู้ว่าพระผู้เป็นเจ้ากับพระบุตรของพระองค์เป็นใครและรู้ว่าดิฉันเป็นใคร เหมือนการมีคนมาเปิดสวิทช์ไฟ การได้เรียนรู้เกี่ยวกับแผนของพระบิดาบนสวรรค์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก เหมือนการได้ลิ้มรสผลไม้หอมหวานที่สุดที่ดิฉันเคยชิม ดิฉันมีจุดประสงค์ ชีวิตมีทิศทาง สัมพันธภาพและครอบครัวล้วนมีความหมาย ดิฉันปรารถนาที่จะมีความรักเช่นนั้นในสัมพันธภาพครอบครัวของดิฉัน แม้แต่การเรียนรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าโจเซฟ สมิธเป็นเครื่องมือของพระเจ้าในการเริ่มต้นฟื้นฟูศาสนจักรของพระองค์ก็ฟังดูมีเหตุผล ท่านเป็นศาสดาพยากรณ์คนแรกในสมัยการประทานยุคสุดท้ายนี้ อำนาจฐานะปุโรหิตและกุญแจทั้งหมดจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูโดยพระคริสต์ผ่านท่าน ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้นำศาสนจักรนี้ ไม่ใช่โจเซฟ สมิธฟังดูเป็นไปได้ เหล่าอัครสาวกและศาสดาพยากรณ์ของพระองค์ต่างแสวงหาพระองค์และพระวิญญาณของพระองค์เพื่อการนำทาง นี่มิใช่ศาสนจักรที่จัดตั้งขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้นเป็นเพราะดิฉันเรียนรู้จากผู้สอนศาสนาว่าดิฉันสามารถทูลถามพระผู้เป็นเจ้าว่าสิ่งเหล่านี้จริงหรือไม่และสามารถได้รับคำตอบสำหรับตัวดิฉันเองที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ซึ่งก็ฟังดูจริงสำหรับดิฉันและสัญลักษณ์ของศาสนาที่แท้จริง ดิฉันไม่ต้องเชื่อสิ่งที่พวกเขาพูด ดิฉันสามารถถามพระผู้เป็นเจ้าได้ด้วยตนเองหลังจากการศึกษา ค้นคว้า และสวดอ้อนวอนเป็นอย่างทุ่มเท และดิฉันก็เกิดความรู้สึกเดียวกับที่ได้เรียนรู้จากผู้สอนศาสนา ความรู้สึกเดียวกับที่เคยรู้สึกเมื่ออยู่กับครอบครัวเพื่อนสนิทเมื่อก่อนเป็นบางอย่างที่พิเศษ เป็นวิญญาณเดียวกันนั้น ดิฉันรู้สึกถึงการเผาไหม้ในทรวงอกและรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจริง และดิฉันได้รับคำตอบว่าสิ่งเหล่านี้จริงอย่างแน่นอน 23 ปีต่อมาหลังจากรับบัพติศมาเป็นสมาชิกศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย ดิฉันมองไปข้างหน้าและไม่เคยมองย้อนกลับ ดิฉันไม่มีวันแจกแจงพระพรในชีวิตของดิฉันได้หมด พระกิตติคุณเป็นพรให้แก่ดิฉันด้วยชีวิตที่เพียบพร้อมและเต็มเปี่ยมที่ดิฉันสามารถรับรู้ถึงพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้าในชีวิตขณะแสวงหาพระองค์ในการสวดอ้อนวอนและการศึกษาพระคัมภีร์ทุกวัน ดิฉันกับสามีแต่งงานในพระวิหารวอชิงตัน ดี.ซี. มาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว การมีพระกิตติคุณในชีวิตเพื่อช่วยดิฉันเลี้ยงลูก 4 คนขึ้นมานั้นเป็นพรเกินกว่าจะวัดได้ เพราะดิฉันรู้ว่าเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำอะไรตามลำพัง เราสามารถทูลขอการนำทางจากพระผู้เป็นเจ้าและดำเนินอยู่ในวิถีอันสมบูรณ์แบบที่นำโดยพระเยซูคริสต์ หากเราทำผิดพลาดทุกวัน เราก็ยังสามารถกลับใจอย่างจริงใจได้เสมอเพื่อให้ใกล้ชิดกับพระองค์ การที่เห็นความรู้เบ่งบานในตัวลูก ๆ เห็นว่าพวกเขามีประจักษ์พยานในพระผู้ช่วยให้รอดและในความสมบูรณ์ของพระกิตติคุณมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นความปลื้มปีติเกินกว่าจะประมาณได้ เพราะดิฉันรู้ว่านั่นจะเป็นสมอในชีวิตพวกเขา และไม่ว่าพายุลูกไหนจะโหมกระหน่ำรอบกาย พวกเขาย่อมรู้ว่าจะสามารถหันไปพึ่งแหล่งใดเพื่อฟันฝ่าความยากลำบากทุกกรณี เมื่อมองย้อนกลับไปช่วงที่ดิฉันเป็นวัยรุ่น ขณะที่เติบโตขึ้นมาโดยปราศความรู้ถึงพระกิตติคุณอันสมบูรณ์พร้อม กับความปรารถนาจะเติมเต็มความรู้ที่ขาดหายไป เปรียบเทียบกับชีวิตลูก ๆ วัยรุ่นของดิฉันที่เลือกได้ฉลาดขึ้นในชีวิต รวมถึงการนำคำสอนของพระกิตติคุณไปปฏิบัติอย่างครบถ้วน และได้รับพรทุกอย่างในชีวิตพวกแล้ว ทำให้ดิฉันเห็นหลักฐานโดยตรงว่าพระกิตติคุณเป็นความจริง ดิฉันเห็นลูกกลายเป็นผู้มีความสมดุลทุกด้าน ปรับตัวได้ดี มีศักยภาพ และมีความสุข ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณ พวกเขามุ่งเน้นในสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตมากขึ้น นอกจากนี้ดิฉันยังเห็นว่าพวกเขาพัฒนาจิตใจให้เปี่ยมด้วยความเมตตาและความห่วงใยโดยหาโอกาสลืมตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ พวกเขาปรับปรุงคุณลักษณะของความสุจริตและคุณธรรม ดิฉันภูมิใจในตัวพวกเขามาก ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายเป็นศาสนจักรที่ได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริงของพระเจ้า ดิฉันซาบซึ้งต่อความรู้ที่ว่าฐานะปุโรหิตได้รับการฟื้นฟูและหน้าต่างสวรรค์เปิดอยู่ ดิฉันได้เห็นปาฎิหาริย์ทั้งเล็กและใหญ่มากมายในชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่พระวิญญาณจะเป็นพยานส่วนตัวว่าทุกสิ่งเป็นความจริง นอกจากนี้ดิฉันยังเห็นปาฏิหาริย์จากการทำงานมากมายในองค์กรศาสนจักรหลังจากที่เป็นผู้นำมาหลายตำแหน่งและอยู่เบื้องหลังการทำงาน ดิฉันเห็นผู้นำรักและห่วงใยสมาชิก และพระเจ้าช่วยเหลือเมื่อพวกเขาแสวงหาการนำทางจากพระเยซูคริสต์ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดิฉันเห็นพวกเขารับใช้ด้วยเจตคติที่ว่า “พระเจ้าทรงต้องการให้ข้าพระองค์ทำอะไร ขออย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” ดิฉันเห็นคนที่เงียบ ๆ ธรรมดาทำสิ่งที่ไม่ธรรมดา ดิฉันเห็นว่าศาสนจักรเป็นความจริงเพราะดิฉันรู้สึกถึงความรักอันบริสุทธิ์ของพระคริสต์และความเมตตาไม่เพียงแต่ที่โบสถ์เท่านั้น แต่จากการคบค้าสมาคมกับสมาชิกในโบสถ์ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด เรารู้สึกว่านี่เป็นศาสนจักรที่แท้จริงของพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงจัดตั้งในที่ซึ่งสมาชิกทุกคนมีโอกาสช่วยเหลือดูแลกัน ในที่ซึ่งการกระทำแห่งความเมตตาที่มองไม่เห็นมากมายเกิดขึ้นทุกวัน ในที่ซึ่งให้ความช่วยเหลือยามที่ต้องการและไม่มีผู้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ชีวิตครอบครัวสมาชิกที่โบสถ์นั้นเกี่ยวพันกันอย่างมาก เราเรียนรู้จากกันและกัน เราช่วยเหลือกัน เลี้ยงดูลูก ๆ ของเราด้วยกัน เราหัวเราะร้องไห้ด้วยกัน เราเป็นพรให้กัน สิ่งเหล่านี้เป็นสัมพันธภาพที่ยั่งยืนและมีความหมาย และเป็นวิธีที่ไซอันได้รับการวางรูปแบบไว้ ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายเป็นองค์กรที่แท้จริงของพระเจ้า ดิฉันเป็นมอรมอนเพราะดิฉันรู้สุดพลังความสามารถว่าพระกิตติคุณเป็นความจริงและมีจุดประสงค์เพื่อนำเราไปสู่ความสุขที่แท้จริง นั่นคือ เพื่อช่วยให้เรามีชีวิตที่มีความหมายบนแผ่นดินโลกนี้ เพื่อมีสัมพันธภาพที่ลึกซึ้งและมีความหมายบนโลกใบนี้ สัมผัสได้ถึงความรักอันบริสุทธิ์ของพระคริสต์กับผู้คนที่เราคบหาสมาคมเหล่านั้น ตลอดจนสามารถปลูกฝังและใช้คุณธรรมล้ำค่าที่สุดนี้โดยการรับใช้กันและนึกถึงผู้อื่น เราต้องช่วยกันไปสวรรค์โดยการช่วยกันและกันและพาครอบครัวของเราไปพร้อมกับเรา ดิฉันรู้ว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงมีอยู่จริง พระองค์ทรงตอบคำสวดอ้อนวอนของดิฉัน และแบบแผนความสุขที่สมบูรณ์แบบที่สุดคือการดำเนินตามแบบแผนของพระเจ้า แม้พระเยซูคริสต์ ในความเมตตากรุณาและในการกระทำ และนี่คือประจักษ์พยานของดิฉัน ในพระนามของพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของโลก เอเมน

เรื่องราวส่วนตัว

ท่านกำลังทำอะไรเพื่อช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวท่านและทำให้ครอบครัวประสบความสำเร็จ

แม้จะมีสิ่งล่อใจให้ทุ่มตัวไปกับอาชีพศิลปิน แต่ดิฉันก็ตัดสินใจพร้อมกับสามีว่าจะอยู่บ้านเป็นคุณแม่ ดิฉันแน่ใจว่าการตัดสินใจนี้ทำให้อาจารย์บางคนผิดหวังเพราะตั้งความหวังไว้สูงให้ดิฉันมีอาชีพที่ประสบความสำเร็จและเรียกร้องสูงทันทีที่เรียนจบ อย่างไรก็ดีเราตัดสินใจเช่นนี้เพราะเราอยู่ในสภาวะที่สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ และเราจะไม่มีวันตัดสินแม่ที่ทำงาน หรือแม่ตัวคนเดียวที่ต้องทำงานนอกบ้าน การตัดสินใจครั้งนั้นเหมาะสมกับสภาวะครอบครัวของเรา ดิฉันเลือกที่จะพักอาชีพศิลปินไปก่อนจนกว่าลูก ๆ จะโตกว่านี้ หรือไม่ก็สร้างสรรค์ผลงานให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพวกเขายังเด็กมาก หลังจาก 19 ปีของการเลี้ยงดูลูก ดิฉันรู้สึกดีกับการตัดสินใจครั้งนั้น ไม่เพียงเพราะดิฉันได้อยู่กับพวกเขาในทุกเสี้ยววินาที ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ยอดเยี่ยมหรือท้าทาย แต่เมื่อช่วงเวลาเหล่านั้นผ่านพ้นไปแล้วคุณไม่สามารถนำมันกลับคืนมาได้ และเวลา 19 ปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดิฉันไม่เคยรู้สึกเสียใจกับการติดใจเป็นแม่อยู่บ้านกับลูก ๆ ดิฉันไม่เคยรู้สึกถูกบังคับให้ทำ นั่นคือการตัดสินใจของดิฉันเอง ขณะที่โลกนี้อาจไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนั้น และเคารพในสติปัญญาของดิฉันน้อยลง แต่ก็ดูไม่เกี่ยวข้องกันเมื่อคนเป็นแม่เห็นว่าเธอไม่ได้ทำเพื่อ “ตัวเอง” อยู่ดี แต่ทำเพื่อ “ลูก” และเพื่อบ่มเพาะเลี้ยงดูความคิดและหัวใจดวงน้อย ๆ ของพวกเขาให้เป็นคนพึ่งพาตนเองได้ ปรับตัวได้ดี มีความสามารถและมีน้ำใจ เป็นคนที่มีความซื่อสัตย์และเป็นคนดี และที่สำคัญที่สุดคือเป็นลูกที่รู้สึกถึงความรักอยู่เสมอ มั่นใจในความรู้ที่ว่าพวกเขาเป็นใคร เป็นลูกของพระผู้เป็นเจ้า พร้อมกับความรู้ถึงความสมบูรณ์ของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้ลูก 3 ใน 4 คนเป็นวัยรุ่น ดิฉันเห็นแล้วว่าการตัดสินใจเป็นแม่อยู่ที่บ้านให้ประโยชน์กับพวกเขาและตัวดิฉันเองมากเพียงใด สัมพันธภาพของเราใกล้ชิดและเหนียวแน่น และดิฉันก็ได้เห็นว่าพวกเขากำลังเป็นคนแบบใด พวกเขาไม่ได้เป็นพียงคนดีที่มีมาตรฐานสูงและมีความรับผิดชอบ แต่พวกเขากำลังโตพอที่จะเป็นเพื่อนที่ดีให้ดิฉันอีกด้วย เหนือสิ่งอื่นใดความสมบูรณ์ของพระกิตติคุณมีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้ครอบครัวสร้างสายใจที่มีความหมายอย่างแท้จริง ที่ความรักจะไม่หยุดลง แม้มีช่วงเวลายากลำบาก พวกเราได้รับคำแนะนำให้สวดอ้อนวอนด้วยกัน สวดให้กันและกัน รับใช้กัน และรักอย่างไม่มีเงื่อนไข ต่างจากสถานการณ์อื่น ๆ ตรงที่บิดามารดามีสิทธิ์ได้รับคำตอบจากคำสวดอ้อนวอนที่เกี่ยวกับการดูแลรับผิดชอบอันศักดิ์สิทธิ์ต่อลูก ๆ ของเรา เราได้รับคำแนะนำให้มีพระบิดาบนสวรรค์เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเลี้ยงดูบุตรธิดา ซึ่งทำให้เบาใจได้มากทีเดียว ในฐานะมารดา ดิฉันได้รับคำตอบมากมายจากการสวดอ้อนวอนเกี่ยวกับลูก ๆ และความต้องการทางวิญญาณของพวกเขา แม้กระทั่งเพื่อให้รู้ว่าเมื่อใดลูกอาจตกอยู่ในอันตรายทางวิญญาณ ดิฉันซาบซึ้งต่อพลังแห่งการสวดอ้อนวอน เพราะนั่นหมายความว่าพระผู้เป็นเจ้ามีจริงและความสมบูรณ์ของพระกิตติคุณในยุคสุดท้ายนี้จริง ดิฉันเห็นพระหัตถ์ของพระองค์อยู่เหนือรายละเอียดของชีวิตดิฉันทุกวัน ดิฉันสามารถปรึกษาพระบิดาบนสวรรค์ของดิฉันว่าจะใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดไปกับการรับใช้ครอบครัวดิฉันเองได้อย่างไร นอกจากนี้การสวดอ้อนวอนยังช่วยให้ดิฉันเอาชนะช่วงเวลาที่ท้อแท้ เนื่องจากบ่อยครั้งธรรมชาติของชีวิตครอบครัวมักจะมีความท้อแท้ & ความยากลำบาก และบางครั้งก็ปะทะความต้องการกัน การสร้างรูปแบบครอบครัวบนพื้นฐานของความรักของพระเยซูคริสต์ช่วยให้ดิฉันจดจำว่าพวกเขาเป็นลูกของพระผู้เป็นเจ้า การนิ่งคิดและกล่าวคำสวดอ้อนวอนในช่วงเวลาแห่งความท้อแท้เหล่านั้นช่วยให้สมองของดิฉันปลอดโปร่งและกล่าวว่า “พระผู้ช่วยให้รอดจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร” หรือไม่ก็ “ขอทรงโปรดมอบความเข้มแข็งให้ด้วยเถิด” ซึ่งกันดิฉันไม่ให้ใช้อารมณ์และช่วยให้ดิฉันรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นอย่างมีเหตุผลและรักษาศักดิ์ศรีของทุก ๆ คน ท้ายที่สุดการนำหลักธรรมแห่งการสวดอ้อนวอนและศึกษาพระคัมภีร์มาปฎิบัติทุกวัน การทูลขอความช่วยเหลือจากพระบิดาบนสวรรค์เรื่องกิจกรรมประจำวันในการสวดอ้อนวอนทั้งเป็นการส่วนตัวและเป็นครอบครัว การสร้างเวลาที่มีความหมายด้วยกันซึ่งมักจะลงเอยเป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่พระบิดาบนสวรรค์ทรงออกแบบมาเพื่อให้ครอบครัวเข้มแข็ง

วิธีที่ฉันดำเนินชีวิตตามความเชื่อ

ปัจจุบันดิฉันทำงานเป็นหัวหน้าผู้เลี้ยงเด็กตั้งแต่อายุ 18 เดือนถึง 3 ปี พร้อม ๆ กับรับใช้อยู่ในคณะกรรมการวางแผนการประชุมใหญ่เยาวชนประจำปีซึ่งดิฉันได้ทำมาหลายปีแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมาดิฉันรับใช้ในฐานะผู้นำในองค์การเยาวชนของศาสนจักรรวมทั้งองค์การเยาวชนหญิงของศาสนจักรและองค์การสำหรับเด็กเล็ก นอกจากนี้ดิฉันยังรับใช้เป็นผู้เล่นออร์แกน ผู้เล่นเปียโน ผู้นำเพลงในวอร์ดของดิฉันและมีส่วนร่วมในคณะนักร้องประสานเสียงของศาสนจักรบ่อยครั้ง