mormon.org ทั่วโลก
ผู้คนของเรา
ค่านิยมของเรา
ความเชื่อของเรา
เยี่ยมชมเรา
FAQ
.

พระบัญญัติ
ของพระผู้เป็นเจ้า

การนำทางจากสวรรค์

จำได้หรือไม่ว่าบิดามารดาสอนกฎระเบียบต่างๆ แก่เราอย่างไรเมื่อเราเป็นเด็ก กฎระเบียบต่างๆ เช่น ไม่เล่นกลางถนนหรือไม่เล่นไม้ขีดไฟ จำได้หรือไม่ว่าบางครั้งกฎระเบียบก็ดูเหมือนจะเป็นภาระ ราวกับบิดามารดาต้องคิดขึ้นมาเพื่อไม่ให้เราทำสิ่งที่เราอยากทำ—สิ่งที่เราคิดว่าจะทำให้เรามีความสุข? พอโตขึ้นเราจึงเรียนรู้ว่ากฎระเบียบเหล่านี้สำคัญเพียงใด เราอาจได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือแม้เสียชีวิตถ้าเราไม่เชื่อฟัง

เฉกเช่นบิดามารดาของเรากำลังเติบโต พระผู้เป็นเจ้าประทานพระบัญญัติแก่เราเพื่อช่วยให้เราจดจ่อกับสิ่งสำคัญที่สุดและวิธีอยู่อย่างปลอดภัย คำแนะนำทั้งหมดของพระองค์มีไว้เพื่อให้เราปลอดภัย ช่วยให้เราอยู่ใกล้ชิดพระองค์ และสุดท้าย เพื่อให้เรามีเสรีภาพและความสุข มากขึ้น

คำว่า “พระบัญญัติ” อาจทำให้เรานึกถึงพระบัญญัติสิบประการ—รายการ “เจ้าจะไม่” —พระผู้เป็นเจ้าไม่เพียงรับสั่งถึงสิ่งที่เราไม่ควรทำเท่านั้น แต่พระองค์รับสั่งถึงสิ่งที่เรา ควร ทำด้วย ความหวังสูงสุดของพระองค์คือเพื่อให้เรามีความสุขนิรันดร์ ดังนั้นเราจึงมั่นใจได้ว่าพระบัญญัติของพระองค์ไม่ใช้กฎระเบียบที่มีข้อจำกัด แต่เป็นการนำทางจากสวรรค์ที่มุ่งหมายคุ้มครองเราจากอันตรายและนำเราให้มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น

พระบัญญัติข้อใหญ่สองข้อ

การเชื่อฟังพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าเกิดจากความปรารถนาที่เราจะแสดงความรักต่อพระองค์ ต่อเพื่อนมนุษย์ของเรา และต่อตัวเราเอง ขณะพระเยซูคริสต์ประทับบนแผ่นดินโลก ชายคนหนึ่งถามพระองค์ว่า “ในธรรมบัญญัตินั้นข้อใดสำคัญที่สุด” พระเยซูตรัสตอบว่า

พระเยซูคริสต์ทรงสอนเราในไม่กี่บรรทัดนี้ว่าหัวใจของการ “ทำและไม่ทำ” ทั้งหมดนี้คือการมีจุดศูนย์รวมอยู่ที่รักพระผู้เป็นเจ้าและรักคนรอบข้าง เมื่อเรานึกถึงพระบัญญัติที่ระบุไว้ด้านล่าง จะช่วยพิจารณาว่าแต่ละข้อเกี่ยวข้องอย่างไรกับพระบัญญัติพื้นฐานสองข้อนี้

สวดอ้อนวอนบ่อยๆ

ใครๆ ก็สวดอ้อนวอนได้ ทุกที่และทุกเวลา ไม่ว่าเรากำลังคุกเข่า นั่งหรือยืน สวดอ้อนวอนออกเสียงหรือในใจ สวดอ้อนวอนเป็นกลุ่มหรือส่วนตัว พระผู้เป็นเจ้าจะทรงได้ยินและทรงตอบเรา การสวดอ้อนวอนง่ายและเรียบง่ายมากจนเราอาจไม่เห็นคุณค่าว่าการสวดอ้อนวอนเป็นสิทธิพิเศษมากเพียงใด นี่คือเส้นทางตรงของการสื่อสารกับพระบิดาบนสวรรค์ผู้ทรงต้องการช่วยเหลือเราเรื่องปัญหาและข้อสงสัยทั้งหมดของเรา แม้พระองค์จะไม่ทรงตอบเดี๋ยวนั้นเสมอไปหรือในวิธีที่เราคาดหวัง แต่เราเชื่อพระคัมภีร์ที่กล่าวว่า “จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน” (มัทธิว 7:7)

เราได้รับบัญชาให้สวดอ้อนวอนบ่อยๆ เพราะยิ่งเราพูดกับพระผู้เป็นเจ้ามากเท่าใด เราจะยิ่งเปิดรับการนำทางของพระองค์ผ่านการท้าทายที่เราพบเจอมากเท่านั้น นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพรของพระบัญญัติมีค่ายิ่งกว่าความพยายามที่เรียกร้อง

ศึกษาพระคัมภีร์

พระคัมภีร์ส่วนใหญ่เขียนไว้นานกว่าหนึ่งพันปีที่แล้ว ด้วยเหตุนี้จึงจินตนาการได้ยากว่าการอ่านพระคัมภีร์จะช่วยเราที่นี่และเวลานี้ได้อย่างไร แต่เนื่องด้วยพระปรีชาญาณของพระผู้เป็นเจ้าไม่ตกยุค เราจึงสามารถอ่านพระคัมภีร์และประยุกต์ใช้บทเรียนในนั้นกับชีวิตเราได้ เราอาจได้เลื่อนตำแหน่งที่ทำงานซึ่งเราตื่นเต้นแต่ก็กังวลใจด้วยว่าจะไม่สามารถทำให้บรรลุผลสำเร็จได้ นี่อาจคล้ายกับความกังวลทางโลกล้วนๆ—ความกังวลซึ่งเราไม่สามารถหาความช่วยเหลือในพระคัมภีร์ได้—แต่เรื่องราวที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกเอโนคให้พยากรณ์อาจช่วยเราจัดการกับความกลัวของเราได้ หลังจากพระผู้เป็นเจ้าทรงขอให้เขาบัญชาคนชั่วร้ายรอบข้างเขาให้กลับใจ เอโนคทูลถามด้วยความนอบน้อมว่า “เหตุใดเล่าข้าพระองค์จึงได้รับความโปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์, และเป็นเพียงคนหนุ่ม [ … ]; เพราะข้าพระองค์เชื่องช้าในการพูด; เหตุใดข้าพระองค์จึงได้เป็นผู้รับใช้ของพระองค์?” พระเจ้าประทานความมั่นใจแก่เอโนคโดยตรัสว่า โมเสส 6:31-32

เอโนคทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชาและกลายเป็นศาสดาพยากรณ์ที่มีวาทศิลป์ โดยช่วยให้คนของเขาเปลี่ยนใจ การทดลองของเขาสอนเราว่าพระผู้เป็นเจ้าจะทรงช่วยเราพัฒนาความสามารถในการทำสิ่งที่เราไม่รู้ว่าเราทำได้ ตราบเท่าที่เราใช้ศรัทธาในพระองค์

พระบัญชาให้ศึกษาพระคัมภีร์เหมือนกันมากกับพระบัญชาให้สวดอ้อนวอนบ่อยๆ พระผู้เป็นเจ้าทรงต้องการให้เราอ่านพระวจนะของพระองค์เพราะช่วยให้เรารู้พระประสงค์ของพระองค์ และการทำตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าจะเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับเราเสมอ พระคัมภีร์บรรจุเรื่องราวที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดเผยต่อบุตรธิดา ของพระองค์ผ่านศาสดาพยากรณ์

รักษาวันสะบาโตให้ศักดิ์สิทธิ์

ในยุคสมัยนี้ วันอาทิตย์เริ่มรู้สึกเหมือนวันอื่นๆ เราหลายคนต้องทำงาน และหลังจากนั้นเราพยายามทำทุกอย่างที่คั่งค้างจากวันเสาร์ให้เสร็จ วันอาทิตย์เหมือนวันสุดสัปดาห์ที่รู้สึกยุ่งกว่าวันอื่นของสัปดาห์ แต่วันอาทิตย์หรือวันสะบาโตเป็นเวลานมัสการพระผู้เป็นเจ้าและให้เราได้พักผ่อนจากภาระหน้าที่ประจำวันของเรา หลังจากทรงสร้างโลกในหกวัน พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดวันที่เจ็ดให้เป็นวันพักผ่อนและวันระลึกถึง ในวันอาทิตย์เราใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ และครอบครัว เยี่ยมผู้ป่วยหรือผู้ที่อยู่เดียวดาย ใช้เวลาพิเศษศึกษาพระคัมภีร์และไปโบสถ์ ที่โบสถ์เราร้องเพลง สวดอ้อนวอน และสนทนาพระกิตติคุณกับสมาชิกคนอื่นๆ ของที่ประชุม เรารับศีลระลึกในความระลึกถึงพระผู้ช่วยให้รอดเช่นกัน ที่โบสถ์ชาวมอรมอนเข้าร่วมศีลระลึกโดยกินขนมปังและดื่มน้ำที่เตรียมไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพระวรกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เราสามารถใช้เวลานั้นตรึกตรองว่าพระเยซูคริสต์จะทรงช่วยเราได้อย่างไรและใคร่ครวญว่าเราจะรักษาพันธสัญญาที่ทำไว้กับพระองค์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร

นอกจากจะให้เราได้พักจากความเครียดของวันทำงานใน 1 สัปดาห์แล้ว การรักษาวันสะโตให้ศักดิ์สิทธิ์ยังแสดงถึงความเคารพต่อพระผู้เป็นเจ้าด้วยและเตือนเราให้ชะลอชีวิตที่ยุ่งเหยิงเพื่อขอบพระทัยพระผู้สร้างของเรา วันอาทิตย์เป็นวันที่เราเฝ้ารอ เป็นวันที่เราได้มีความสุขกับสิ่งสำคัญอย่างแท้จริง

บัพติศมาและการยืนยัน

จุดประสงค์ประการหนึ่งของบัพติศมาในเชิงสัญลักษณ์คือเพื่อล้างบาปของเรา แม้แต่พระเยซูคริสต์ผู้ทรงมีพระชนม์ชีพดีพร้อมก็ทรงรับบัพติศมา พระเยซูทรงรับบัพติศมาเพราะนี่เป็นพระบัญญัติและพระองค์ทรงประสงค์จะประทานแบบอย่างที่สมบูรณ์ในการเชื่อฟังคำแนะนำศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดาบนสวรรค์

ศาสนพิธีบัพติศมาและการยืนยันเป็นหนทางให้เราได้แสดงว่าเราเต็มใจรับพระนามของพระเยซูคริสต์ไว้กับเรา ซึ่งหมายถึงการเป็นชาวคริสต์และทำสุดความสามารถเพื่อดำเนินชีวิตตามนั้นเสมอ หนึ่ง เรารับบัพติศมาโดยลงไปในน้ำและขึ้นมาอีกครั้งโดยบุคคลผู้มีสิทธิอำนาจจากพระผู้เป็นเจ้าให้ทำเช่นนั้น การกระทำเช่นนี้เป็นสัญลักษณ์แทนการสิ้นพระชนม์ การฝัง และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ อีกทั้งหมายถึงการสิ้นสุดชีวิตเก่าและเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะสานุศิษย์ของพระองค์ หลังจากเรารับบัพติศมา ผู้มีสิทธิอำนาจจะวางมือบนศีรษะเราเพื่อมอบสิทธิ์ให้เรารับของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์และยืนยันเราเป็นสมาชิกศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย

ทำตามศาสดาพยากรณ์

ท่านเคยได้ยินบุคคลหนึ่งเล่าเรื่องจากมุมมองด้านหนึ่ง จากนั้นก็ได้ยินอีกคนหนึ่งเล่าอีกด้านตรงกันข้าม มุมมองทั้งสองด้านฟังเหมือนจริงเช่นนั้นหรือ? เนื่องด้วยมีหลายคนและหลายความเห็นแย่งความสนใจของเรา เราตัดสินใจอย่างไรว่าจะเชื่อเรื่องใด เพื่อช่วยให้เรารู้พระประสงค์ของพระองค์—เพื่อช่วยให้เราคิดออกว่าอะไรจริง—พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงเรียกศาสดาพยากรณ์และอัครสาวกมาทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของพระองค์ ศาสดาพยากรณ์เป็นคนซื่อสัตย์และชอบธรรมที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกให้พูดแทนพระองค์บนแผ่นดินโลก พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกอัครสาวกและศาสดาพยากรณ์ให้เป็นพยานพิเศษถึงพระเยซูคริสต์และความเป็นพระเจ้าของพระองค์ เพื่อพูดแทนพระผู้เป็นเจ้า ศาสดาพยากรณ์และอัครสาวกต้องมีฐานะปุโรหิตหรือสิทธิอำนาจจากสวรรค์ ซึ่งจำเป็นต่อหน้าที่รับผิดชอบอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้น

พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกศาสดาพยากรณ์ตลอดประวัติศาสตร์ ในพระคัมภีร์ไบเบิลเราอ่านเรื่องศาสดาพยากรณ์เช่น อาดัม อับราฮัม โมเสส เปาโล และอีกหลายท่าน เราเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกศาสดาพยากรณ์ให้นำเราเวลานี้เช่นกัน โจเซฟ สมิธเป็นศาสดาพยากรณ์คนแรกที่ได้รับเรียกในสมัยการประทานปัจจุบัน หรือรุ่นปัจจุบันของศาสนจักร และมีศาสดาพยากรณ์บนแผ่นดินโลกนับจากนั้นเป็นต้นมา ชายที่ได้รับเรียกให้พูดแทนพระผู้เป็นเจ้าและนำศาสนจักรของพระองค์เวลานี้ชื่อว่า โธมัส เอส. มอนสัน

พระผู้เป็นเจ้าทรงกำลังขอให้เราอยู่ใกล้ชิดพระองค์โดยทรงขอให้เราทำตามศาสดาพยากรณ์ เฉกเช่นเมื่อพระองค์ทรงขอให้เราสวดอ้อนวอนบ่อยๆ และอ่านพระคัมภีร์ การฟังศาสดาพยากรณ์ช่วยให้เราเรียนรู้หรือเรียนซ้ำหลายครั้งว่าเราต้องทำอะไรเพื่อยอมรับการชดใช้ของพระเยซูคริสต์และมีค่าควรแก่การรับพรทั้งหมดที่พระผู้เป็นเจ้าทรงต้องการมอบให้เรา พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาว่าคนที่ทำตามศาสดาพยากรณ์ “คือทายาทแห่งอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า” (โมไซยาห์ 15:11)

เชื่อฟังพระบัญญัติสิบประการ

หลังจากโมเสสนำลูกหลานอิสราเอลออกจากการเป็นทาส ท่านขึ้นไปบนยอดเขาซีนายและพูดกับพระผู้เป็นเจ้า เมื่อโมเสสกลับลงมาจากภูเขา ท่านให้มีการจารึกพระบัญญัติสิบประการที่พระเจ้าทรงเปิดเผยต่อท่านไว้บนแผ่นศิลา เราทำตามพระบัญญัติเหล่านั้นเวลานี้ในอีกหลายพันปีต่อมา

ดำเนินชีวิตตามกฎแห่งความบริสุทธิ์ทางเพศ

อำนาจการให้กำเนิดเป็นส่วนศักดิ์สิทธิ์ในแผนของพระผู้เป็นเจ้า เป็นการแสดงความรักและเปิดโอกาสให้สามีภรรยาสร้างชีวิต พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาว่าอำนาจและสิทธิพิเศษนี้ของความสัมพันธ์ทางเพศมีอยู่ระหว่างชายหญิงที่แต่งงานกันตามกฎหมายเท่านั้น พระบัญญัติข้อนี้เรียกว่ากฎแห่งความบริสุทธิ์ทางเพศ ซึ่งเรียกร้องให้งดเว้นเรื่องเพศก่อนแต่งงานและภักดีต่อคู่ครองโดยสมบูรณ์หลังแต่งงาน พระผู้เป็นเจ้าทรงคาดหวังให้เรารักษาความนึกคิดให้สะอาดและสุภาพเรียบร้อยในการแต่งกาย คำพูด และการกระทำ (มัทธิว 5:27–28) เราต้องหลีกเลี่ยงการดูภาพลามกรวมถึงการมีความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศ

เราเข้าใจว่าหลักธรรมเรื่องกฎแห่งความบริสุทธิ์ทางเพศทำให้ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายแปลกแยกและอาจดูเหมือนเคร่งครัดสำหรับคนอื่นๆ ในโลก แต่พรสำคัญยิ่งของสันติสุข ความเคารพตนเอง และการควบคุมตนเองมาจากการเชื่อฟังพระบัญญัติข้อนี้

เชื่อฟังพระคำแห่งปัญญา

สิ่งที่เราบริโภคและไม่บริโภคเป็นเครื่องหมายเด่นชัดที่สุดบางอย่างของศาสนาเรา และมาจากความเชื่อของเราที่ว่าร่างกายเราเป็นของประทานล้ำค่าจากพระผู้เป็นเจ้า เราเชื่อว่าพระองค์ประทานคำแนะนำแก่เราว่าเราจะดูแลร่างกายให้ดีที่สุดได้อย่างไร พระองค์ทรงเปิดเผยกฎแห่งสุขภาพเรียกว่าพระคำแห่งปัญญาต่อโจเซฟ สมิธ ในปี ค.ศ. 1833 พระคำแห่งปัญญาห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ห้ามใช้ยาสูบ และบอกเป็นนัยเช่นกันว่าเราต้องไม่ใช้ยาผิดกฎหมายหรือใช้ยาตามแพทย์สั่งในทางที่ผิด

พระคำแห่งปัญญาสนับสนุนให้กินผลไม้และผักตามฤดูกาลให้มากๆ กินธัญพืชมากๆ และเนื้อพอประมาณ อีกทั้งเตือนเราให้กินสิ่งเหล่านี้ “ด้วยความรอบคอบและการน้อมขอบพระทัย” (หลักคำสอนและพันธสัญญา 89:11) นอกจากคำแนะนำที่ชัดเจนนี้ ศาสนจักรยังสอนให้เราดำเนินชีวิตอย่างเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพด้วยโดยนอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการควบคุมอาหารเคร่งครัดจนเกินไป พระคำแห่งปัญญาแสดงให้เราเห็นว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงห่วงใยสุขภาพร่างกายเราเท่าๆ กับสุขภาพทางวิญญาณของเรา การให้ละเว้นจากสิ่งที่จะทำให้ติดเป็นนิสัย เป็นการเน้นให้เห็นว่าเจตจำนงอิสระของเราสำคัญเพียงใด เมื่อเราเสพติดบางอย่างเช่นสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้า—เช่นเดียวกับพฤติกรรมเสพติดอื่นๆ—เราตกเป็นทาสของสิ่งนั้น เราจะตัดสินใจและควบคุมชีวิตเราได้น้อยลง

เนื่องจากจุดประสงค์ของเราในการมายังโลกนี้คือเพื่อเรียนรู้และเติบโตโดยตัดสินใจด้วยตัวเราเอง เราจึงเห็นได้ว่าเหตุใดพระผู้เป็นเจ้าจึงทรงขอให้เราอยู่ห่างจากสิ่งที่ขัดขวางเจตจำนงอิสระของเรา เมื่อเรารักษาพระคำแห่งปัญญา พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญากับเราไม่เพียงสุขภาพที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ “ปัญญาและขุมทรัพย์แห่งความรู้” ด้วย (หลักคำสอนและพันธสัญญา 89:19) การดำเนินชีวิตตามพระคำแห่งปัญญาเป็นกุญแจที่จะช่วยให้เราได้รับการนำทางจากพระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า

รักษากฎส่วนสิบ

การคืนส่วนหนึ่งของสิ่งที่พระเจ้าประทานพรเราทำให้เราเอื้อประโยชน์ต่องานของพระองค์บนแผ่นดินโลก การจ่ายส่วนสิบหมายถึงการมอบหนึ่งส่วนสิบของรายได้ให้ศาสนจักรใช้สำหรับงานของพระผู้เป็นเจ้าบนแผ่นดินโลก บางคนคิดว่าฟังเหมือนยากแต่ไม่ยาก—นี่คือพร ตั้งแต่สมัยโบราณ พระผู้เป็นเจ้าทรงขอให้ผู้คนของพระองค์รักษากฎส่วนสิบ

สิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้อาจฟังเหมือนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพวกเราหลายคนที่รู้สึกเหมือนเรามีงบประมาณจำกัด แต่ถ้าเรารักษากฎส่วนสิบ พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาจะ “เปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้ [ท่าน] และเทพรอย่างล้นไหลมาให้ [ท่าน]” (มาลาคี 3:10)

พรเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ บางครั้งเราเพียงได้รับพรให้สามารถทำได้มากขึ้นด้วยปัจจัยน้อยลง พบวิธีประหยัดเงินที่ไม่ทำให้ความสุขของเราลดน้อยลง บ่อยครั้งการกระทำอันเรียบง่ายของการหักสิบเปอร์เซ็นต์จากเช็คเงินเดือนเป็นเหตุให้เราวางแผนงบประมาณจากเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และการดำเนินชีวิตตามแผนงบประมาณอยู่เสมอทำให้มีเงินเหลือมากขึ้น ไม่ว่าจะเกิดพรรูปแบบใด การจ่ายส่วนสิบเตือนเราว่าเรื่องของพระผู้เป็นเจ้ายั่งยืนกว่าเรื่องของโลก อีกทั้งช่วยให้เราระลึกว่าทุกอย่างที่เรามีมาจากพระผู้เป็นเจ้าและเราสามารถแสดงความกตัญญูต่อพระองค์ได้เช่นกันโดยคืนส่วนเล็กน้อยให้พระองค์

ถือปฏิบัติกฎแห่งการอดอาหาร

เดือนละครั้งพระผู้เป็นเจ้าทรงขอให้เราอดอาหาร หรือไม่กินและดื่มอะไรเลยเป็นเวลาสองมื้อ ถ้ามีปัญหาเรื่องสุขภาพหรืออายุ (เช่นยังเด็กมาก) การอดอาหารสามารถปรับให้เหมาะกับสภาวการณ์ส่วนตัวได้ แต่มีคนพูดว่าการอดอาหารโดยไม่สวดอ้อนวอนเป็นเพียงการปล่อยให้หิว เราเลือกความต้องการอย่างหนึ่งหรือคำถามข้อหนึ่งที่เรามีและสวดอ้อนวอนขอความช่วยเหลือขณะอดอาหาร โมเสส ดาวิด เอสเธอร์ พระเยซู และอีกหลายคนอดอาหารเพื่อให้ใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้ามากขึ้นและรับการนำทางได้ง่ายขึ้น เราพบว่าเมื่อเราอดอาหารและสวดอ้อนวอนด้วยศรัทธาเรานอบน้อมมากขึ้น เราสามารถรู้สึกถึงความรักของพระผู้เป็นเจ้าและเข้าใจพระประสงค์ของพระองค์มากขึ้น การอดอาหารแสดงให้เห็นเช่นกันว่าเราเต็มใจและสามารถควบคุมความปรารถนาของร่างกายซึ่งจะช่วยเราได้เมื่อการทดลองอื่นๆ เรียกร้องพลังเช่นนั้น

ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายให้วันอาทิตย์แรกของทุกเดือนเป็นเวลาที่ขอให้สมาชิกอดอาหาร เราได้รับการกระตุ้นให้ทำสิ่งต่อไปนี้

เชื่อฟังและปฎิบัติตามกฎ

เราเชื่อเรื่องการเชื่อฟังกฎหมายของประเทศที่เราอาศัยอยู่ (หลักแห่งความเชื่อช้อ 12) ชาวมอรมอนได้รับคำแนะนำให้เป็นพลเมืองดี มีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง และวิถีทางการเมือง รับใช้ชุมชนในฐานะพลเมืองที่แข็งขันและห่วงใยบ้านเมือง

เชื่อฟังด้วยปัญญา

พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงต้องการให้เราทำตามการนำทางของพระองค์แบบหลับหูหลับตาหรือเพราะกลัวการลงโทษ พระองค์ทรงต้องการให้เราเชื่อฟังด้วยปัญญาตามเจตจำนงอิสระของเรา เราต้องมีพยานหรือความเชื่อของตนเองว่าพระบัญญัติมาจากพระองค์จริงๆ และช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้น การได้รับพยานดังกล่าว เราต้องใช้ศรัทธา เราต้องมีความปรารถนาอย่างแท้จริง และเราต้องเต็มใจทำงานที่จำเป็นต่อการได้รับสิ่งเหล่านี้
ในพระคัมภีร์มอรมอน พระบิดาบนสวรรค์ทรงทำสัญญาดังนี้

เราสามารถรู้ได้ด้วยตนเองว่าเรื่องเหล่านี้จริง เมื่อเรารู้ว่าเรื่องใดจริงเราจะต้องการดำเนินชีวิตตามนั้นตลอดชีวิตที่เหลือของเรา พระบัญญัติจะไม่รู้สึกเหมือนเป็นกฎข้อบังคับที่ไร้เหตุผลจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ปราศจากความลำเอียง แต่จะรู้สึกเหมือนเป็นการนำทางจากสวรรค์ที่ช่วยเราจัดการกับความสับสนของชีวิตบนแผ่นดินโลก เราจะเห็นประโยชน์ของการทำตามการนำทางนี้ในชีวิตประจำวันของเรา เราจะรู้สึกสงบและมีความเข้มแข็งทางวิญญาณมากขึ้น